ส้ม
ลักษณะผลส้ม
(แหล่งที่มา ภาพจากอินเตอร์เน็ต)
ประวัติความเป็นมาของส้ม
จากบันทึกของของชาวจีน
แสดงให้เห็นว่าส้มนั้นได้รับความนิยมที่จะนำมารับประทานมากว่า 5 พันปีแล้ว รวมทั้งยังถือว่าเป็นผลไม้มงคลของชาวจีนด้วย ส้ม
เป็นผลไม้ที่แสดงถึงความรุ่งเรือง ความสุข และการมีโชคลาภ จะสังเกตุได้จากการภาษาจีนที่จะเรียกส้มว่า
ไต่กิ๊ก ที่แปลว่า ความโชคดี
ในทางวิทยาศาสตร์
ส้มเป็นไม้ผลในวงศ์ Rutaceae ซึ่งจัดว่าเป็นพืชทางเศรษฐกิจที่นิยมปลูกกันทั่วโลก
มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปเอเชียและเกาะมลายู
สำหรับในประเทศไทยนั้น ไม่มีบันทึกที่แน่นอนว่ามีการปลูกส้มตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่จากบันทึกที่เป็นหลักฐานของชาวฝรั่งเศสที่ได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ
พบว่าใน พ.ศ. 2236 ก็ได้มีการกล่าวถึงผลไม้ชนิดนี้แล้ว
โดยในบันทึกนี้ได้กล่าวถึงส้มอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ ส้มโอ
ส้มแก้ว และมะกรูด
ความหมายของส้ม
ส้ม เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กหลายชนิด
เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ สกุล Citrus วงศ์ Rutaceae
มีด้วยกันนับร้อยชนิด เติบโตกระจายอยู่ทั่วโลก
โดยมากจะมีน้ำมันหอมระเหยในใบ ดอก และผล และมีกลิ่นฉุน หากนำใบขึ้นส่องกับแสงแดด
จะเห็นจุดเล็กๆ เต็มไปหมด ซึ่งจุดเหล่านั้นก็คือแหล่งน้ำมันนั่นเอง
ส้มหลายชนิดรับประทานได้ ผลมีรสเปรี้ยวหรือหวาน มักจะมีแคลเซียม โปแทสเซียม
ไวตามินเอ และไวตามินซี มากเป็นพิเศษ ถ้าผลไม้จำพวกนี้มี มะ อยู่หน้า ต้องตัดคำ
ส้ม ออก เช่น ส้มมะนาว ส้มมะกรูด เป็น มะนาว มะกรูด
การแบ่งกลุ่มส้ม
ส้มสามารถแบ่งได้ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
1) กลุ่มส้มติดเปลือก หรือ ส้มเกลี้ยง (orange)
ถือว่าเป็นกลุ่มที่พบมากที่สุดในโลก พบในประเทศ สหรัฐอเมริกา
บราซิล อาเจนตินา เม็กซิโก สเปน ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อทำเป็นน้ำส้มคั้น
หรือทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่องหอมระเหย ที่มีในประเทศไทยก็คือ ส้มเกลี้ยง และ
ส้มตรา
2) กลุ่มส้มเปลือกร่อน (mandarins) เป็นส้มที่พบมากในประเทศจีน
ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย สเปน อิสราเอล และ ประเทศไทย นิยมทานผลสดๆ
เนื่องจากเปลือกบาง เนื้อหลุดจากเปลือกง่าย ผลนุ่ม และมีรสหวาน
ส้มกลุ่มนี้ที่พบในไทย ได้แก่ ส้มเขียวหวาน ส้มสายน้ำผึ้ง และ ส้มแก้ว
3) กลุ่มส้มโอ (pomeloes) และ
เกรปฟรุต (grapefruits) ส้มกลุ่มนี้สันนิษฐานว่ามีถิ่นกำเนดแถวๆ
คาบ
สมุทรมลายู และ หมู่เกาะอินเดียตะวันออก ประเทศที่ปลูกเพื่อการค้าได้แก่ ไทย จีน เวียดนาม มาเลเซีย และ ไต้หวัน
สมุทรมลายู และ หมู่เกาะอินเดียตะวันออก ประเทศที่ปลูกเพื่อการค้าได้แก่ ไทย จีน เวียดนาม มาเลเซีย และ ไต้หวัน
4) กลุ่มมะนาว หรือ ส้มที่มีรสเปรี้ยว (common
acid members) ส้มในกลุ่มนี้ได้แก่ ส้มที่เรียกกันว่า
ส้มซิตรอน ได้แก่ ส้มมือ มะนาวฝรั่งหรือเลมอน และ มะนาว ประโยชน์คือการทำน้ำคั้น
หรือ สกัดสารน้ำมันจากผิวเปลือก และสารเพกทิน รวมทั้งเป็นไม้ประดับเช่น ส้มมือ
มีหลายประเทศเหมือนกันที่ใช้ส้มชนิดนี้เป็นสมุนไพร
ลักษณะของมะนาว
(แหล่งที่มา ภาพจากอินเตอร์เน็ต)
ลักษณะของต้นมะนาว
ผลมะนาวโดยทั่วไปมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 – 4.5 ซม. ต้นมะนาวเป็นไม้พุ่มเตี้ย สูงเต็มที่ราว 5 เมตร
ก้านมีหนามเล็กน้อย มักมีขนดก ใบยาวเรียวเล็กน้อย คล้ายใบส้ม ส่วนดอกสีขาวอมเหลือง
ปกติจะมีดอกผลตลอดทั้งปี แต่ในช่วงหน้าหนาว จะออกผลน้อย และมีน้ำน้อย
ประเภทของส้ม
![]() |
| ลักษณะของส้มจื๊ดด่าง (แหล่งที่มา ภาพจากอินเตอร์เน็ต) |
ลักษณะ
คือ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง 1-2 เมตร ลักษณะใบสั้น-ป้อม
ถ้าปลูกลงดินจะมีอายุอยู่ได้หลายปี ผลจะมีลักษณะกลมเล็ก สีเขียวเมื่อยังเล็ก
เมื่อโตเต็มที่และสุก จะมีสีเหลืองส้ม
ส่วนส้มจี๊ดด่าง
จะมีลายด่างขาวหรือด่างขาวเหลืองบนใบและผิดของลูก ซึ่งมีขนาดเท่าส้มจี๊ด เมื่อสุกจะออกสีเหลืองส้มเช่นเดียวกัน
ส้มจี๊ดหวาน
![]() |
| ลักษณะของส้มจื๊ดหวาน (แหล่งที่มา ภาพจากอินเตอร์เน็ต) |
![]() |
| ลักษณะของส้มจื๊ดหวาน (แหล่งที่มา ภาพจากอินเตอร์เน็ต) |
เป็นส้มที่ได้จากการเพาะเมล็ด
ลักษณะลำต้นเหมือนกับส้มจี๊ดทั่วไป แต่ใบยาวกว่าส้มจี๊ดธรรมดา
และมีหนามแหลมยาวตามกิ่งก้านที่แตกออกมาใหม่ เมื่อต้นมีความสมบูรณ์มาก
ผลคล้ายส้มจี๊ดผสมส้มกิมจ๊อเป็นรูปหยดน้ำ สวยงาม เนื้อภายในมีรสชาติหวานมากกว่าส้มทั่วไป
2.
ส้มคัมควอท์ - ส้มกิมจ๊อ
![]() |
| ลักษณะของส้มกิมจ๊อ (แหล่งที่มา ภาพจากอินเตอร์เน็ต) |
![]() |
| ลักษณะของส้มกิมจ๊อ (แหล่งที่มา ภาพจากอินเตอร์เน็ต) |
ลักษณะ คือ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงกลาง สูง 1-2 เมตร คล้ายส้มจี๊ด ลักษณะใบเล็ก ปลายแหลมยาวกว่าส้มจี๊ด ลักษณะพิเศษ คือ เปลือกจะมีรสหวานสามารถทานได้ ส่วนเนื้อในจะมีรสเปรี้ยว เหมือนส้มจี๊ด หรือ บางทีเรียกกันว่า ส้มกินเปลือก ข้อด้อยของส้มชนิดนี้ คือ จะทำการขยายพันธุ์ได้ยาก ไม่สามารถทำการตอนกิ่งได้ หรือ ตอนออกได้ยาก จะใช้วิธีเสียบยอด หรือทาบกิ่งบนตอของส้มครีโอพัตรา ทรอยเย่อร์ หรือ มะนาวควาย (บางท้องที่เรียกมะนาวพวง หรือ มะนาวสีดา)
3.
ส้มเขียวหวานบางมด
ลักษณะ
คือ เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูง 2-4 เมตร ใบสีเขียวสด ท้องใบออกสีนวลใบยาวเรียว
จะกว้างกว่าส้มกิมจ๊อเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู เนี้อมีสีแดง
รสชาติหวานอร่อย ชานนิ่มและมีเยื่อน้อย ขยายพันธุ์ได้ทั้งตอนกิ่งหรือเสียบยอด
4.
ส้มเช้งและส้มเช้งด่าง
![]() |
| ลักษณะของส้มเช้งใบด่าง (แหล่งที่มา ภาพจากอินเตอร์เน็ต) |
![]() |
| ลักษณะของส้มเช้งใบด่าง (แหล่งที่มา ภาพจากอินเตอร์เน็ต) |
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มขนาดกลางสูง 2-4 เมตร ใบป้อมกว้าง ผลใหญ่ รสชาติหวานอร่อย เปลือกหนากว่าส้มเขียวหวาน ขยายพันธุ์โดยการตอนหรือทาบกิ่ง ส่วนส้มเช้งด่าง จะมีใบและผลด่าง ราคาแพงกว่าส้มเช้งทั่วไป
ลักษณะคล้าย
ส้มเช้งแต่มีปลายใบแหลมเรียวกว่าและมีกลิ่นที่ใบฉุนกว่า ส้มชนิดนี้ใกล้จะสูญพันธุ์
เนื้อสีเหลืองมีรสชาติเข้มข้นกว่าส้มเช้ง
ส้มชนิดนี้ต้องห่อด้วยใบตองแห้งตั้งแต่เล็ก เพื่อป้องกัน มวนส้ม
และเพื่อเพิ่มรสชาติรวมทั้งทำให้สีผิวของส้มเหลืองสวย
สมัยโบราณ
นิยมใช้ส้มชนิดนี้ทำของหวาน ซึ่งเรียกว่า ส้มลอยแก้ว
นิยมใช้ถวายพระและทานกันในหมูชนชั้นสูงและคหบดี
ลักษณะคล้าย
ส้มเกลี้ยง ปลายใบมน ใบมัน กิ่งก้านจะออกเป็นสีดำ เป็นส้มเปลือกร่อนที่ใหญ่ที่สุด
มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ต้องมีการห่อผลตั้งแต่ยังเล็กเช่นกัน
มีขนาดผลใหญ่ประมาณผลละ 0.5 กิโลกรัม
ผลผลิตมักมีในช่วงปีใหม่ถึงตรุษจีนจะทำให้จำหน่ายได้ราคา
ลักษณะ เป็นไม้พุ่มขนาดกลางถึงใหญ่ ลักษณะใบคล้ายใบส้มโอคือ มีใบยอดและใบรองคล้ายใบมะกรูด ใบรองจะเล็กกว่าใบยอด ผลใหญ่กว่าส้มเช้ง ใช้ผิวนำมาปรุงอาหารไทยโบราณ เช่น โรยหน้าหมี่กรอบ ปลาแนม หรือนำมายำทาน ส่วนน้ำส้มซ่า จะมีรสชาติอร่อย มีวิตามินซี สูง สามารถนำมาปรุงน้ำคลุกหมี่กรอบและปรุงน้ำพริกขนมจีนได้
8.
ส้มมะละกอ หรือ เชียงเหย่น
ลักษณะ
เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงกลาง ใบใหญ่ปลายมน มีหนามยาวแหลมคม ลักษณะผลใหญ่
คล้ายลูกมะละกอ เนื้อเปลือกมีรสซ่าเล็กน้อยและมีกลิ่นส้มด้วย
เปลือกหนาเป็นส้มทานเปลือกเช่นเดียวกับส้มกิมจ๊อ
โดยการนำเนื้อเปลือกสดมาจิ้มน้ำผึ้งทานหรือนำเนื้อเปลือกมาเชื่อมน้ำตาลแล้วย้อมสี
นำไปแต่งหน้าฟรุตเค้ก รับประทานได้
9.
ส้มมือ
ลักษณะ
ใบจะคล้ายส้มมะละกอ แต่ตามลำต้นไม่มีหนามใหญ่ ผลมีลักษณะคล้ายกำปั้นหลวมๆ หรือ
บางทีเรียก หัตถ์พระเจ้า ใช้ผลนำมาทำยาแก้ลมวิเวียน ที่เรียกกันว่า ยาดมส้มโอมือ
10.
เกรฟฟรุต
ลักษณะ
คล้ายส้มทั่วไป ใบบางใหญ่มีหนามแหลมคม เป็นส้มที่เจริญเติบโตได้เร็วมาก
และมีโรคน้อยมาก ผลมีลักษณะใหญ่รสเปรี้ยวจัด เหมาะที่จะใช้เป็นต้นตอของส้มต่างๆ
11.
ส้มจุก
เป็นส้มพื้นเมืองของทางใต้
มีมากที่อำเภอจะนะ จังหวัดนราธิวาส ลำต้นมีทรงพุ่มขนาดกลางสูง 3-5 เมตร ใบจะกว้างใหญ่กว่าส้มทั่วไป
ปลูกเลี้ยงง่าย ไม่ค่อยมีโรค เมื่อผลสุกมีรสหวาน อร่อยกว่าส้มชนิดอื่น
ประโยชน์ของส้ม
1. ส้มเป็นผลไม้นางเอก มีสารไฟโตนิวเทรียนต์มาก
ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงสารกลุ่มฟลาวาโนนส์
สารแอนโธไชยานินส์ สารโพลีฟีนอลส์ และวิตามินซี
ที่ช่วยทำให้ผิวสวยกระจ่างใส .. ส้ม มีคอลลาเจน
ช่วยซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งแตก
และช่วยสมานแผลหลังผ่าตัด แผลไฟไหม้ ให้หายเร็ว และแผลเรียบเนียนขึ้น
2. ส้ม ให้แคลเซียมและวิตามินดี แก่ร่างกาย มากพอๆ กับนม และแคลเซียมจะไปเสริมสร้างกระดูก แต่ถ้าไม่มีวิตามินดี ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้ นอกจากนี้ส้มยังมีวิตามินซี ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระบวนการดังกล่าวอีกด้วย แต่พึงเข้าใจด้วยว่า กรดอะซีติกในส้ม อาจทำลายสารเคลือบฟันได้ จึงไม่ควรแปรงฟันภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากทานส้มหรือดื่มน้ำส้ม
3. ส้ม มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยป้องกันการอักเสบ ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน ยิ่งไปกว่านั้นส้มยังช่วยป้องกันและรักษาเลือดออกตามไรฟัน และมีคุณสมบัติช่วยล้างพิษในร่างกาย
4. เปลือกของส้ม มีสารมหัศจรรย์อยู่มากมาย และหนึ่งในนั้นคือการ Polymethoxylated Flavones (PMFs) และสาร D-Limonene ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอล ปรับระดับน้ำตาลในเลือด และกระตุ้นการกรองสารพิษของตับ นอกจากนี้จากการศึกษายังชี้ว่า เม็ดสีในส้มเขียวหวานจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) โดยไม่ส่งผลต่อคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)
5. ตำรับจีนมักเสิร์ฟเปลือกส้ม คู่กับอาหารเนื้อสัตว์ เพื่อย่อยอาหารที่มีไขมันสูง บางตำราแนะนำให้เริ่มวันใหม่ด้วยน้ำเลมอน 12 ออนซ์ ผสมกับน้ำกรองแล้วที่อุณหภูมิห้อง จะช่วยชะล้างของเสียในระบบย่อยอาหารและลำไส้ได้ เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ
6. ส้ม อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยปกป้องแก้วตาจากโรคต้อกระจก และจากการศึกษายังพบว่า การบริโภควิตามินอีและซีในปริมาณมาก จะช่วยป้องกันโรคต้อกระจกได้ แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้สูง
7. ส้ม จะทานก็ได้ จะดมผิวก็ได้ เพราะส้มมีสารโฟเลตซึ่งช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนซีโรโทนิน อันเป็นสารแห่งความสุข กลิ่นของผลไม้ตระกูลส้มสามารถทำให้เบิกบานได้
2. ส้ม ให้แคลเซียมและวิตามินดี แก่ร่างกาย มากพอๆ กับนม และแคลเซียมจะไปเสริมสร้างกระดูก แต่ถ้าไม่มีวิตามินดี ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้ นอกจากนี้ส้มยังมีวิตามินซี ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระบวนการดังกล่าวอีกด้วย แต่พึงเข้าใจด้วยว่า กรดอะซีติกในส้ม อาจทำลายสารเคลือบฟันได้ จึงไม่ควรแปรงฟันภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากทานส้มหรือดื่มน้ำส้ม
3. ส้ม มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยป้องกันการอักเสบ ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน ยิ่งไปกว่านั้นส้มยังช่วยป้องกันและรักษาเลือดออกตามไรฟัน และมีคุณสมบัติช่วยล้างพิษในร่างกาย
4. เปลือกของส้ม มีสารมหัศจรรย์อยู่มากมาย และหนึ่งในนั้นคือการ Polymethoxylated Flavones (PMFs) และสาร D-Limonene ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอล ปรับระดับน้ำตาลในเลือด และกระตุ้นการกรองสารพิษของตับ นอกจากนี้จากการศึกษายังชี้ว่า เม็ดสีในส้มเขียวหวานจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) โดยไม่ส่งผลต่อคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)
5. ตำรับจีนมักเสิร์ฟเปลือกส้ม คู่กับอาหารเนื้อสัตว์ เพื่อย่อยอาหารที่มีไขมันสูง บางตำราแนะนำให้เริ่มวันใหม่ด้วยน้ำเลมอน 12 ออนซ์ ผสมกับน้ำกรองแล้วที่อุณหภูมิห้อง จะช่วยชะล้างของเสียในระบบย่อยอาหารและลำไส้ได้ เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ
6. ส้ม อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยปกป้องแก้วตาจากโรคต้อกระจก และจากการศึกษายังพบว่า การบริโภควิตามินอีและซีในปริมาณมาก จะช่วยป้องกันโรคต้อกระจกได้ แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้สูง
7. ส้ม จะทานก็ได้ จะดมผิวก็ได้ เพราะส้มมีสารโฟเลตซึ่งช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนซีโรโทนิน อันเป็นสารแห่งความสุข กลิ่นของผลไม้ตระกูลส้มสามารถทำให้เบิกบานได้
ณัฐกานต์ คงด้วง
อุบลรัตน์ ภักดี














ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น